วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

ป่าชายเลน

ระบบนิเวศป่าชายเลน


สภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของป่าชายเลนมีความแตกต่างออกไปอย่างมากจากป่าชนิดอื่นๆโดยเฉพาะดิน เนื่องจากมีสภาพเป็นดินเลนในที่ราบกว้างใหญ่ ดินเหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์สูงจากธาตุอาหารที่ไหลมาจากแหล่งต่างๆ เช่น จากการกันเซาะตามชายฝั่งและแหล่งน้ำลำธาร อีกส่วนหนึ่งมาจากซากพืชซากสัตว์ในบริเวณป่าชายเลนเอง โดยเฉพาะใบไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันเป็นจำนวนมาก แพลงก์ตอนพืชและสาหร่าย ส่วนสภาพความเค็มของน้ำบริเวณนี้มีระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีน้ำจืดไหลลงมาปะปนกับน้ำทะเลจึงทำให้น้ำบริเวณนี้เป็นน้ำกร่อย ระดับความเค็มของน้ำดังกล่าวยังเปลี่ยนแปลงไปได้ตามระดับน้ำที่ขึ้นลงเป็นประจำ กล่าวคือ ระดับความเค็มจะสูงขึ้นเมื่อน้ำขึ้น และในขณะที่อยู่ในช่วงน้ำเกิด น้ำทะเลจะสามารถไหลเข้าสู่ป่าชายเลนได้เป็นระยะทางไกลขึ้นซึ่งเป็นไปในทางกลับกันกับน้ำลงและช่วงน้ำตายตามลำดับ

ลักษณะทางกายภาพดังกล่าวมีผลต่อชุมชนในป่าชายเลนเป็นอย่างมาก โดยมีผลทางตรงต่อชนิดและการกระจายของพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ดังจะเห็นได้จากป่าชายเลนแหล่งต่างๆของโลก พันธุ์ไม้จะขึ้นอยู่ในลักษณะเป็นเขตแนวของแต่ละชนิด โดยมีแบบแผนแน่นอนจากบริเวณฝั่งน้ำเข้าไปด้านในของป่า อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างไปจากป่าบกทั่วไป ทั้งนี้เพราะลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ป่าที่มีความแตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกันตั้งแต่ชายฝั่งถึงส่วนที่อยู่ลึกเข้าไป พันธุ์ไม้ต่างๆที่มีการปรับตัวมาจนขึ้นอยู่ได้ในเขตนี้ แม้จะปรับตัวมาในลักษณะคล้ายกัน แต่ยังคงมีความแตกต่างกันในบางส่วน ที่ทำให้สามารถเจริญและแพร่กระจายอยู่ได้ในบริเวณต่างกันของป่าชายเลน โดยเฉพาะบริเวณที่มีสภาพเป็นดินเลนลึก มีน้ำท่วมถึงเสมอกับบริเวณที่เป็นดินเลนตื้น และมีน้ำท่วมถึงเป็นบางครั้งบางคราว พันธุ์ไม้ที่จะขึ้นได้ในบริเวณที่เป็นดินเลนลึกจึงต้องมีรากค้ำจุนที่แข็งแรงเป็นจำนวนมาก รากเหล่านี้ช่วยพยุงลำต้นให้ตั้งตรงอยู่ได้ไม่โค่นล้มเมื่อถูกพายุพัดหรือคลื่นซัด ได้แก่ พันธุ์ไม้พวก โกงกาง ต้นอ่อนจึงสามารถเจริญเติบโตตั้งแต้อยู่บนต้นแม่จนกระทั่งพร้อมที่จะงอกรากและเติบโตเป็นต้น กล้าที่แข็งแรงทันทีที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินบสัตว์ต่างๆที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนต่างก็ได้รับอิทธิพลจาก สภาพแวดล้อมที่ต่างไปจากสัตว์ในป่าบกทั่วไปเช่นกัน สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามเรือนยอดของพันธุ์ไม้ต่างๆในป่าชายเลนเป็นพวกที่ไม่จำเป็นต้องมีการปรับตัวโดยเฉพาะ ได้แก่ นก แมลง และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมชนิดต่างๆ เช่น ลิง หนูค้างคาว เสือปลา นาก และแมวป่า รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลาน เช่น ตะกวด เต่า และงู เป็นต้น สัตว์พวกนี้อาจมีการอพยพไปมาจากป่าชายเลนสู่ป่าข้างเคียงได้ แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามพื้นป่าโดยอาศัยคืบคลานหรือเกาะหรือขุดรูอยู่ตามพื้นดิน รวมทั้งพวกที่อยู่ในน้ำจะต้องมีการปรับตัวอย่างมากเพื่อการอยู่รอดเนื่องจากต้องประสบกับสภาวะต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นประจำหรือต้องอยู่ในสภาพไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตโดยทั่วไป เช่น สภาวะที่ทำให้มีการสูญเสียน้ำออกจากลำตัว และสภาพอุณหภูมิสูง สภาพที่มีปริมาณออกซิเจนค่อนข้างต่ำของดินเลน และการเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำ สัตว์พวกนี้ได้แก่ หอย ปู กุ้ง หนอนตัวกลม หนอนตัวแบน ไส้เดือนทะเล และครัสเตเชียน เป็นต้น


อย่างไรก็ตามชุมชนในป่าชายเลนจะประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆจำนวนมากที่สามารถปรับตัวอยู่ได้และแพร่ลูกแพร่หลานเป็นจำนวนมาก ทำให้ป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิดก็ได้อาศัยวางไข่และอนุบาลตัวอ่อนในบริเวณนี้ โดยบางชนิดอาศัยอยู่จนครบวงจรของชีวิต



ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนในแง่ของการถ่ายทอดพลังงาน เป็นแบบที่เริ่มต้นด้วยเศษอินทรียสาร (detritus) ซึ่งได้จากการสลายตัวของใบไม้ในบริเวณป่าชายเลนโดยจุลินทรีย์ผู้ย่อยสลาย อินทรียวัตถุเหล่านี้จะเป็นอาหารของพวกกินเศษอินทรียวัตถุ เช่น แอมฟิพอด หอย กุ้ง ปู และตัวอ่อนของแมลงต่างๆ จากพื้นก็จะถูกกินต่อๆกันไปตามลำดับขั้นของลูกโซ่อาหาร
(ที่มา: สนิท อักษรแก้ว,2541)


โครงสร้างของป่าชายเลน

ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่ประกอบด้วยพืชพรรณและสัตว์นานาชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย หรือมีน้ำทะเลท่วมถึงสม่ำเสมอ พบทั่วไปตามที่ราบปากแม่น้ำ ชายฝั่งทะเล ทะเลสาบ และบริเวณรอบเกาะแก่งต่างๆ หลักการในการจำแนกชนิดของป่าชายเลนในประเทศไทย ซึ่งใช้ลักษณะพื้นที่และการท่วมถึงของน้ำทะเลมี 4 ชนิด คือBasin forest เป็นชนิดป่าชายเลนที่ขึ้นติดกับผืนแผ่นดินใหญ่ (main land) ตามลำแม่น้ำเล็กๆ จะได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลน้อยมาก กล่าวคือ น้ำทะเลจะท่วมถึงเฉพาะเวลาที่มีน้ำทะเลขึ้นสูงสุด (extreme high tide) เท่านั้น และมีอิทธิพลจากน้ำจืดมาก ลักษณะพันธุ์ไม้จะเป็นต้นเตี้ยและพวกเถาวัลย์Riverine forest เป็นชนิดป่าชายเลนที่ขึ้นอยู่บริเวณชายฝั่งแม่น้ำใหญ่ๆที่ติดต่อกับอ่าว ทะเล และทะเลสาบ ป่าประเภทนี้ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลอยู่อย่างสม่ำเสมอ คือจะมีกระแสน้ำท่วมอยู่เป็นประจำวัน โดยพันธุ์ไม้จะเจริญเติบโตค่อนข้างสมบูรณ์ดี

Fringe forest เป็นชนิดป่าชายเลนที่ขึ้นตามชายฝั่งทะเลติดกับผืนแผ่นดินใหญ่ หรือบริเวณชายฝั่งที่เป็นเกาะใหญ่ๆ ได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลอยู่สม่ำเสมอ คือน้ำทะเลจะท่วมถึงอยู่เป็นประจำวัน พันธุ์ไม้ของป่าจะเจริญเติบโตได้ดี และเป็นป่าที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์

Overwash forest เป็นชนิดป่าชายเลนที่ขึ้นอยู่บนเกาะเล็กๆ จะถูกน้ำทะเลท่วมทั้งหมดเมื่อระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด การเจริญเติบโตของป่าชนิดนี้ต่ำ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากลมและน้ำทะเลมาก อีกประการหนึ่งคือ พวกปุ๋ยและธาตุอาหารในป่าชนิดนี้จะถูกชะไปโดยกระแสน้ำออกจากป่าเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การเจริญเติบโตของป่าชนิดนี้ไม่ดีและป่าจะมีลักษณะเตี้ย

เอกลักษณ์ของป่าชายเลนที่ทำให้แตกต่างจากป่าบกอย่างชัดเจน คือ การแพร่กระจายของพืชพันธุ์ที่มีลักษณะแบ่งออกเป็นแนวเขต (zonation) โดยพันธุ์ไม้แต่ละชนิดจะขึ้นเป็นแนวเขตหรือเป็นโซน ค่อนข้างแน่นอน แต่การแบ่งเขตของพืชในพื้นที่แต่ละแห่งจะแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพและเคมีภาพของดิน ความเค็มของน้ำ การท่วมถึงของน้ำทะเล กระแลน้ำ การระบายน้ำ และความเปียกชื้นของดิน (ที่มา: สนิท อักษรแก้ว,2541)


เขตของป่าชายเลน

เขตต่างๆของพันธุ์ไม้ชายเลนในแต่ละแห่งที่พบในประเทศไทยมีความแตกต่างกันบ้าง ซึ่งมีเขตของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนโดยสังเขป มีลำดับดังนี้

1. เขตป่าโกงกาง
ประกอบด้วย โกงกางใบเล็ก (Rhizophoro apiculata) ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นและมีต้น โกงกางใบใหญ่ (R.mucronata) ขึ้นอยู่ทางด้านนอกริมฝั่งแม่น้ำ โดยมากมักขึ้นเป็นกลุ่มๆ ส่วน แสม นั้นมักขึ้นแซมตามชายป่าด้านนอกหรือถัดเข้าไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งมองเห็นได้ชัดเพราะมีต้นสูงใหญ่กว่าโกงกางนอกจากนี้ยังมี ประสัก และ พังกาหัวสุม ขึ้นแทรกอยู่ทางด้านในของเขตนี้ ซึ่งอยู่ในระยะประมาณ 50-100 เมตร จากชายฝั่งและในบางแห่งพบต้น จาก (Nypa)ขึ้นอยู่เป็นหย่อม ๆ ปะปนด้วย โดยเฉพาะในบริเวณแหล่งน้ำกร่อย

2. เขตป่าตะบูนและโปรง
ประกอบด้วย ตะบูน (Xylocarpus) ขึ้นต่อจากเขตต้น โปรง เข้าไป และมีต้นฝาดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น บางบริเวณอาจมี ลำแพน แทรกอยู่ด้วย

3. เขตป่าตาตุ่ม และฝาด
เป็นบริเวณที่มีดินเลนแข็งขึ้นอยู่ในระดับที่น้ำจะท่วมถึงในช่วงน้ำเกิด อยู่ถัดจากป่าตะบูนและโปรงขึ้นไป โดยมีต้น ฝาด ขึ้นอยู่หนาแน่นปะปนกับต้น ตาตุ่ม โดยบางแห่งจะมีต้น ลำแพน ขึ้นแทรกอยู่ด้วย

4. เขตป่าเสม็ด
ประกอบด้วย เสม็ด ขึ้นอยู่หนาแน่น เป็นเขตสุดท้ายของป่าชายเลนที่น้ำท่วมถึงในช่วงน้ำเกิดหรือท่วมไม่ถึง ติดต่อกับป่าบกหรือทุ่งนา
(ที่มา: สนิท อักษรแก้ว,2541)









ตัวอย่างพรรณไม้ป่าชายเลน
กรวย Horsfiedia irya
โกงกางใบเล็ก Rhizophora apiculata
โกงกางใบใหญ่ Rhizophora mucronata
ขลู่ Pluchea indica
แคทะเล Dolichandrone spathacea
โคลงเคงขน Melastoma villosum
งาไซ Planchonella obovata
จาก Nypa fruticans
จิกสวน Barringtonia racemosa
จิกเล Barringtonia asiatica
ชะคราม Sueda maritima
ชะเลือก Premna obtusifolia
แดงน้ำ Amoora cucullata
ต่อไส้ Allophyllus cobbe
ตะบัน Xylocarpus gangeticus
ตะบูนขาว Xylocarpus granatum
ตะบูนดำ Xylocarpus moluccensis
ตีนเป็ดทราย Cerbera manghas
ตีนเป็ดทะเล Cerbera odollam
ตาตุ่ม Excoecaria agallocha
เตย Pandanus odoratissimus
ถั่วดำ (Bruguiera parviflora) วงศ์ Rhizophoraceae
ถั่วขาว (Bruguiera cylindrica) วงศ์ Rhizophoraceae
เทียนเล Pemphisacidula sp.
ไทรย้อยใบหู่ Ficus microcarpa
นนทรี Peltrophorum pterocarpum
ปรงทะเล Acrostichum aureum
ปรง Cycas rumphii
ปรงหนู Acrostichum speciosum
เป้ง Phoenix paludosa
โปรงขาว Ceriopus decandra
โปรงแดง Ceriops tagal
ฝาดดอกขาว Lumnitzera racemosa
ฝาดดอกแดง Lumnitzera littorea
พังกาหัวสุมดอกขาว Bruguiera sexangula
พังกาหัวสุมดอกแดง Bruguiera gymnorrhiza
ปอทะเล (Hibiscus tiliaceus) วงศ์ Malvaceae
โพทะเล (Thespesia populnea) วงศ์ Malvaceae

มังคะ Cynometra iripa
รวมใหญ่ ,ทุรังกาลา Ardisia littoralis
รักทะเล Scaevola taccada
รังกะแท้ Kankelia candel
โพรงนก Rapanea porteriana
ลำพูทะเล Sonneratia alba
ลำแพนทะเล Sonneratia griffithii
ลำแพน Sonneratia ovata
ลำพู Sonneratia caseolaris
ลำบิคทะเล Diospyros forrea
เล็บมือนาง Aegiceras corniculatum
สมอทะเล Sapium indicum
สำมะง่า Clerodendrum inerme
สีง้ำ Scyphiphora hydrophyllacea
เสม็ด Melaleuca leucadendron
แสม Aegialites rotundifolia
แสมขาว Avicennia alba
แสมทะเล Avicennia marina
แสมดำ Avicennia officinalis
หงอนไก่ทะเล (Heritiera littoralis) วงศ์ Sterculiaceae
หลาวชะโฮน Oncospermma tigillaria
หยีทะเล Derris indica
หลุมพอทะเล Intsia bijuga
เหงือกปลาหมอดอกขาว Acanthus ebracteatus
เหงือกปลาหมอดอกม่วง Acanthus


http://www.sema.go.th/files/Content/Non_formal/0062/the_mighty/factor/ecology/ecology.htm

วิชาชีพ

สภาวิชาชีพบัญชี
รวบรวมเรื่องราวของ พรบ.วิชาชีพบัญชี ข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่มีผลต่อผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีทุกท่าน




พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2547) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ข้อบังคับสภาวิชาชีพ
ฉบับที่ 1 เรื่อง วิธีการเสนอและการพิจารณาร่างข้อบังคับ พ.ศ.2547
ฉบับที่ 2 เรื่อง สมาชิกและการรับสมัครสมาชิก พ.ศ. 2547
ฉบับที่ 3 เรื่อง ค่าบำรุงสมาชิก พ.ศ. 2547
ฉบับที่ 4 เรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายกสภาวิชาชีพ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกรรมการ สภาวิชาชีพบัญชี หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง พ.ศ. 2547
ฉบับที่ 5 เรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของประธานคณะกรรมการหรือกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน อำนาจหน้าที่ และการดำเนินการอื่นของคณะกรรมการวิชาชีพแต่ละด้าน พ.ศ. 2547
ฉบับที่ 6 เรื่อง ผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2547
ฉบับที่ 7 เรื่อง การออกใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พ.ศ. 2547
ฉบับที่ 8 เรื่อง การประชุมใหญ่และการเสนอเรื่องให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณา พ.ศ. 2547
ฉบับที่ 9 เรื่อง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง หรือการพ้นจากตำแหน่งของประธานคณะกรรมการหรือกรรมการวิชาชีพแต่ละด้าน อำนาจหน้าที่และการดำเนินการด้านอื่นของคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ.2548
ฉบับที่ 10 เรื่อง ระยะเวลาการประกอบบัญชีของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการจรรยาบรรณ
ฉบับที่ 11 เรื่อง คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การคัดเลือก และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพบัญชี
ฉบับที่ 12 เรื่อง การพิจารณาเกี่ยวกับจรรยาบรรณ
ฉบับที่ 13 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการฝึกงาน การทดสอบเกี่ยวกับวิชาชีพของผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
หลักเกณฑ์การพิจารณาคุณวุฒิการศึกษาของผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พ.ศ. 2549
ขอบเขตของวิชาที่ต้องทดสอบเกี่ยวกับวิชาชีพของผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต พ.ศ. 2549
ฉบับที่ 14 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ อำนาจหน้าที่ และการพ้นจากตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งอุปนายก เลขาธิการ เหรัญญิก นายทะเบียน และตำแหน่งอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกำหนด



รวมประกาศสภาวิชาชีพบัญชี

รวมประกาศคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี

หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพของผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2547

คำชี้แจงหลักเกณฑ์ วิธีการนับชั่วโมงอบรมของผู้ทำบัญชี


Download แบบฟอร์มสภาวิชาชีพ
แบบฟอร์มทะเบียนสมาชิกและขึ้นทะเบียนผู้ทำบัญชี
สวบช.1 - ใบสมัครเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี

สวบช.2 - คำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชี

สวบช.3 - คำขอต่ออายุสมาชิก

สวบช.4 - คำขอต่ออายุการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชี

สวบช.5 - คำขอจดทะเบียนของนิติบุคคล

แบบฟอร์มขอแก้ไขข้อมูล,ทำับัตรใหม่,อื่นๆ

บันทึกแก้ไขข้อมูลนิติบุคคล


แบบฟอร์มทะเบียนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตสมาชิกและขึ้นทะเบียนผู้ทำบัญชี
ผส.1 - คำขอแจ้งการฝึกหัดงาน

ผส.2 - รายงานการฝึกหัดงานสอบบัญชี

ผส.3 - คำรับรองของผู้ให้การฝึกหัดงาน

ผส.4 - คำขอแจ้งการเปลี่ยนผู้ให้การฝึกหัดงาน

ผส.5 - คำขอเข้าทดสอบ

กบช.1 - คำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

กบช.5 - คำขอต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

กบช.8 - คำขอใบแทนใบอนุญาต, คำขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในทะเบียน, คำขอทั่วไป

กบช.8.1 - กรณีใบอนุญาตขาดต่ออายุ

หนังสือรับรองการแสดงตน

แบบแจ้งวิธีการจัดส่งใบอนุญาตฯ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

แบบคำขออนุญาตดูคะแนนสอบ


แบบฟอร์มจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ
จบ.1 - แบบคำกล่าวหาคดีความผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ

จบ.2 - แบบคำแก้ข้อกล่าวหาคดีความผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ

จบ.3 - แบบคำคัดค้านคดีความผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ

จบ.4 - หนังสือมอบอำนาจคดีความผิดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ


แบบฟอร์มอบรมสัมมนาี
แบบขอรับหนังสือรับรองการเข้าอบรม/สัมมนา

แบบฟอร์มการสั่งซื้อหนังสือของสภาวิชาชีพบัญชี

รายการหนังสือมาตรฐานการบัญชี และ มาตรฐานการสอบบัญชี


http://www.buncheeaudit.com/SapaBunchee.htm

ภาควิชาเคมี

ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ เป็นหนึ่งในห้าภาควิชาแรก ที่เปิดทำการสอนตั้งแต่ เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2507 โดยดำเนินภารกิจทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่ชุมชน และการทำนุบำรุงศิลป วัฒนธรรม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิตบัณฑิต ทางด้านสาขาวิชาเคมีที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และประเทศชาติ รวมทั้งส่งเสริม และสร้างความแข็งแกร่ง ด้านการทำวิจัยของคณาจารย์ และบุคลากร เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน และการบริการวิชาการ แก่ชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นรูปธรรม




วัตถุประสงค์
ผลิตบัณฑิตทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาที่มีความรู้ความสามารถ
ดำเนินการวิจัยด้านเคมีและสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่
บริการวิชาการและงานวิจัยสู่ชุมชน
วิสัยทัศน์
“ภาควิชาเคมี เป็นแหล่งของความรู้และการวิจัย ที่มุ่งสู่การผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาและการแก้ปัญหาของประเทศ โดยเน้นหลักการเคมีสะอาดและเคมีเพื่อนวัตกรรมในการสร้างสังคมที่เป็นสุข”

พันธกิจ
ผลิตบัณฑิตทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาที่มีความรู้ความสามารถด้านเคมี ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล มีคุณธรรม จริยธรรม มีความทันสมัยและสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิต
ดำเนินการวิจัยที่เสริมความรู้แก่ผู้เรียน สร้างองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมทางเคมี รวมทั้งบูรณาการร่วมกับสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
นำความรู้และความเชี่ยวชาญจากการวิจัยตลอดจนนวัตกรรมที่สร้างขึ้น ให้บริการและสร้างผลงานในชุมชน
จัดหารายได้จากความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม / ภาคเอกชน เพื่อพัฒนางานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง รวมทั้งพัฒนาบุคลากรและนักศึกษาเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม / ภาคเอกชน เพื่อมุ่งสู่ความสามารถพึ่งพาตนเองได้
จัดให้มีระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัย โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการ เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และคล่องตัว มีความพร้อมสำหรับการตรวจสอบโดยกระบวนการประกันคุณภาพ
นำความรู้และผลงานจากการวิจัยประยุกต์สู่งานทางด้านศิลปวัฒนธรรม
ค่านิยม
“บุคลากรในภาควิชาเคมีปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มีจิตใจให้บริการด้านความรู้ และอยู่ร่วมกันแบบเอื้ออาทร”
ดูทั้งหมด...
--------------------------------------------------------------------------------
Ritsumeikan Asia Pacific University [27 ส.ค. 2553]
Overseas applicants can apply via the provided link at http://www.apu.ac.jp/graduate สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายวิชาการภาควิชาเคมี
ข่าวสารทุนวิจัย สกว. [27 ส.ค. 2553]
1. ฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประกาம.
เชิญเสนอโครงการวิจัยเพื่อขอรับการสนับสนุน [27 ส.ค. 2553]
งานวิจัยฯ คณะวิทยาศาสตร์ ได้แจ้งเวียนเชิญเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนจากงบประมาณเงินรายได้ ประจำปี 2554 1. โครงการวิจัยพื้นฐานสาขาวิทยาศาสตร์ 2. โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน สอบถามรายละเอียดที่งานวิจัยฯ หมดเขต 30 กันยายน 2553
ความเสี่ยงต่อสุขภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
รับสมัครนักศึกษาช่วยสอนประจำภาคการศึกษาที่ 2/2553
โครงการการจัดการความรู้ภายในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ทุนนักวิจัยแกนนำ
RSCE2010
ดูทั้งหมด...
--------------------------------------------------------------------------------
เคมีสัมพันธ์ [2 ก.ค. 2553]
ความรู้สึกดี ดี จาก เคมีสัมพันธ์ เป็นความเห็นจากนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม อาจารย์ทุกท่านรู้สึกประทับใจมากและอยากให้ทุกคนจำความรู้สึกดีๆ นี้ไว้ เพื่อนักศึกษามีกำลังใจและทำทุกวันให้ดีที่สุดค่ะ จึงรวบรวมความประทับใจนี้ เพื่อให้ฮ..
Master Teacher [23 พ.ค. 2553]
โครงการอบรมครู สาขาเคมี โปรแกรม Master Teacher ระหว่างวันที 3 - 12 พฤษภาคม 2553 ห้องประชุม 2 ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มช.
นักศึกษาเยื่ยมชมโรงงานอุตสาหกรรม 2552 [19 พ.ย. 2552]

สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการพัฒนาและสนับสนุนนักศึกษา
กิจกรรรมนักศึกษา
ดูทั้งหมด...
วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2553
วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2553
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2553
วันพุธที่ 26 พฤษภาคม 2553
วันพุธที่ 21 เมษายน 2553
ดูทั้งหมด...
Journal impact factor
ทุนต่างประเทศ
ทุนภายในประเทศ
แหล่งทุนวิจัย
แบบฟอร์มต่างๆด้านงานวิจัยและพัฒนา
ดูทั้งหมด...
ทุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี
ดูทั้งหมด...
--------------------------------------------------------------------------------
ข่าวฝากประกาศรับสมัครงานของหน่วยเทคโนโลยีพอลิเมอร์ทางการแพทย์ [16 ส.ค. 2553]
ตัวต่อ [13 ก.ค. 2553]
ยิ่งท้อแท้ [12 ก.ค. 2553]

http://www.cmuchem.com/

งานบ้าน

1. ความหมายของงานบ้าน

งานบ้าน หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตประจำวันในการสร้างความสุขของสมาชิกทุกคนในบ้าน ซึ่งต้องปฏิบัติเป็นประจำ โดยอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของสมาชิก ทุกคนในบ้าน
2. ขั้นตอนและประโยชน์ของการวางแผนทำงานบ้าน
การวางแผนทำงานบ้าน คือ การกำหนดแนวปฏิบัติงานไว้ล่วงหน้า ว่าจะทำอย่างไร ทำเมื่อไร ทำโดยวิธีใด ใครเป็นผู้ทำและกำหนดงานเสร็จเมื่อไร

ขั้นตอนการวางแผนทำงานบ้าน

ก่อนทำงานบ้านควรวางแผนเป็นลำดับขั้นจะช่วยให้ทำงานได้สะดวก รวดเร็ว เรียบร้อยและมีคุณภาพ ซึ่งมีขั้นตอนในการวางแผนทำงานบ้าน ดังนี้

1) รวบรวมงาน แจกแจงรายละเอียดและกำหนดระยะเวลาการทำงาน

ประเภทของงานบ้าน
งานประจำวัน
งานประจำสัปดาห์
งานประจำเดือน

งานทำอาหาร
– เตรียมและประกอบอาหาร

– จัดโต๊ะอาหาร

– ล้างภาชนะเครื่องใช้ในการรับประทานอาหาร
– ทำความสะอาดตู้กับข้าว

– ทำความสะอาดตู้เย็น


งานซักรีด

ซ่อมแซม

ดัดแปลงเสื้อผ้า
– ซักผ้า

– เก็บพับเสื้อผ้า
– รีดผ้า

– จัดตู้เสื้อผ้า
– ซักผ้าปูที่นอน

– ซักปลอกหมอน

– ซักผ้าห่ม

งานทำความ

สะอาดเครื่องเรือน

เครื่องใช้ในบ้าน
– ทำความสะอาดโต๊ะอาหาร

– ทำความสะอาดเตาแก๊ส
– ทำความสะอาดพัดลม

– ทำความสะอาดเครื่องใช้อื่น ๆ เช่น เครื่องกรองน้ำตู้หนังสือ
– ทำความสะอาด

มุ้งลวด

จัดตกแต่งบ้าน

และดูแลบริเวณ

บ้าน
– เก็บที่นอน

– ปัดกวาด เช็ดถูพื้นห้องทุกห้อง

– รดน้ำต้นไม้
– ทำความสะอาดห้องน้ำ

– ทำความสะอาดห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน
– ปัดกวาดหยากไย่

– ตัด ตกแต่งกิ่งไม้

– ตัดหญ้า

งานเลี้ยงดูเด็กและคนชรา
– จัดให้รับประทานอาหาร

– ดูแลความสะอาดร่างกาย

– ดูแลตู้เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

– พูดคุยให้เกิดความบันเทิง
– สระผม

– ตัดเล็บ
– พาไปพักผ่อน

นอกสถานที่



งานดูแลสัตว์เลี้ยง
– ให้อาหาร
– ทำความสะอาดร่างกาย
– ตรวจโรค




2) เขียนแผนการทำงาน เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมมาเขียนเป็นแผนการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ แผนการปฏิบัติงานประจำวัน แผนการปฏิบัติงานประจำสัปดาห์ และแผนการปฏิบัติงานประจำเดือน การเขียนแผนการปฏิบัติงานต้องกำหนดหัวข้อที่สำคัญ ดังนี้

(1) งานที่ปฏิบัติ ระบุงานและขอบข่ายงานที่ทำให้ชัดเจน

(2) จุดประสงค์ในการทำงานเพื่ออะไร เช่น เพื่อความสะดวก เพื่อความสวยงาม เป็นต้น

(3) วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ จัดเตรียมสำหรับปฏิบัติงานในแต่ละครั้งให้พร้อม

(4) กำหนดเวลา ต้องกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานให้ชัดเจน เช่น เมื่อใด เวลาใด ระยะเวลาเท่าไร

(5) กำหนดขั้นตอนในการทำงาน ให้ระบุการทำงานให้ชัดเจนว่างานใดทำก่อน ทำหลังให้เป็นขั้นตอน

(6) กำหนดผู้รับผิดชอบ ให้ระบุผู้รับผิดชอบให้เหมาะสมกับงานแต่ละงานให้ชัดเจน

(7) กำหนดค่าใช้จ่าย กำหนดรายการวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องซื้อและประมาณค่าใช้จ่าย


http://yum111pooh.212cafe.com/archive/2008-09-09/1-2-1-2-3-1-2-3-4-5-6-7

เทคโนโลยี

บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ


ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา
พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก ลองย้อนไปในอดีตโลกมีกำเนินมาประมาณ 4600 ล้านปี เชื่อกันว่าพัฒนาการตามธรรมชาติทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตถือกำเนินบนโลกประมาณ 500 ล้านปีที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ค่อย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปีที่แล้วมนุษย์สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกันและพัฒนามาเป็นภาษา มนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือ และจารึกไว้ตามผนึกถ้ำ เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่ามนุษย์ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสือที่ใช้แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่าฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา


รูปแสดงการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม


นักเรียนลองจินตนาการดูว่า นักเรียนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านใดบ้างจากตัวอย่างต่อไปนี้ เมื่อตื่นนอนนักเรียนอาจได้ยินเสียงจากวิทยุ ซึ่งกระจายเสียงข่าวสารหรือเพลงไปทั่ว นักเรียนใช้โทรศัพท์สื่อสารกับเพื่อน ดูรายการทีวี วีดีโอเมื่อมาโรงเรียนเดินทางผ่านถนนที่มีระบบไฟสัญญาณที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ถ้าไปศูนย์การค้า ขึ้นลิฟต์ ขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ที่บ้านนักเรียน นักเรียนอาจอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศที่ควบคุมอุณหภูมิโดยอัตโนมัติ คุณแม่ทำอาหารด้วยเตาอบซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า จะเห็นว่าชีวิตในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นอันมาก อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนประกอบในการทำงาน



รูปแสดงเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน

ในอดีตยุคที่มนุษย์ยังเร่ร่อน มีอาชีพเกษตรกรรม ล่าสัตว์ ต่อมามีการรวมตัวกันสร้างเมือง และสังคมเมืองทำให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิต การผลิตทำให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก สังคมจึงเป็นสังคมเมืองที่มีอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หลังจากปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ระบบสื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ก้าวหน้ามาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสังคมสารสนเทศ ชีวิตความเป็นอยู่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก การสื่อสารโทรคมนาคมกระจายทั่วถึง ทำให้ข่าวสารแพร่กระจ่ายไปอย่างรวดเร็ว สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมไร้พรมแดนเพราะเรื่องราวของประเทศหนึ่งสามารถกระจายแพร่ออกไปยังประเทศต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
นิยามเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ

คำว่าเทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ และหาทางนำมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเป็นค้าที่มีความหมายกว้างไกล เป็นคำที่เราได้พบเห็นและได้ยินอยู่ตลอดมา
ลองนึกดูว่าทรายที่เราเห็นอยู่บนพื้นดิน ตามชายหาด ชายทะเลเป็นสารประกอบของซิลิกอน ทรายเหล่านั้นมีราคาต่ำและเรามองข้ามไป ครั้งมีบางคนที่เรียนรู้วิธีการแยกสกัดเอาสารซิลิกอนให้บริสุทธิ์ และเจือสารบางอย่างให้เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าสารกึ่งตัวนำ นำมาผลิตเป็นทรานซิสเตอร์ และไอซี (Integrated Circuit : IC) ไอซีนี้เป็นอุปกรณ์ที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไว้ด้วยกัน ใช้เป็นชิพซึ่งเป็นส่วนสำคัญของคอมพิวเตอร์ สารซิลิกอนดังกล่าวเมื่อผ่านกรรมวิธีทางเทคโนโลยีแล้วจะมีราคาสูงสามารถนำมาขายได้เงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพราะเรานำเอาวัตถุดิบมาผ่านเทคนิคการดำเนินการ จะได้วัตถุสำเร็จรูป สินค้าเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบนั้นมาก ประเทศใดมีเทคโนโลยีมากมักจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เทคโนโลยีจึงเป็นหาทางที่จะช่วยในการพัฒนาให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานด้านต่าง ๆ
ส่วนคำว่าสารสนเทศ หมายถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์แต่ละคนตั้งแต่เกิดมาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เรียนรู้สภาพสังคมความเป็นอยู่ กฎเกณฑ์และวิชาการ ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เราคงตอบไม่ได้ แต่สามารถเรียกเอาข้อมูลมาใช้ได้ ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมองเป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับการเรียกใช้ข้อมูลนั้น ดังนั้นจะเห็นได้ชัดความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทุกวันนี้มีข้อมูลรอบตัวเรามาก ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล จึงมีผู้กล่าวว่ายุคนี้เป็นยุคของสารสนเทศ


รูปแสดงสื่อที่ช่วยในการรับส่งข้อมูล


ภายในสมองมนุษย์ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลไว้มากมายจะมีข้อจำกัดในการจัดเก็บ การเรียกใช้ การประมวลผล และการคิดคำนวณ ดังนั้นจึงมีผู้พยายามสร้างเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศ เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำได้มาก สามารถให้ข้อมูลได้แม่นยำและถูกต้องเมื่อมีการเรียกค้นหา ทำงานได้ตลอดวันไม่เหน็ดเหนื่อย และยังส่งข้อมูลไปได้ไกลและรวดเร็วมาก เครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสารสนเทศนั้นมีมากมายตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบข้าง ระบบสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ ทำให้เกิดงานบริการที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การฝากถอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม (Automatic Teller Machine : ATM) การจองตั๋วดูภาพยนตร์ การลงทะเบียนเรียนในโรงเรียน
เมื่อรวมคำว่าเทคโนโลยีกับสารสนเทศเข้าด้วยกัน จึงหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบการให้บริการ การใช้ และการดูแลข้อมูล
เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความหมายที่กว้างขวางมาก นักเรียนจะได้พบกับสิ่งรอบ ๆ ตัวที่เกี่ยวกับการใช้สารสนเทศอยู่มาก ดังนี้
การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบ นักเรียนอาจเห็นพนักงานการไฟฟ้าไปที่บ้านพร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเพื่อบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ในการสอบแข่งขันที่มีผู้สอบจำนวนมาก ก็มีการใช้ดินสอระบายตามช่องที่เลือกตอบ เพื่อให้เครื่องอ่านเก็บรวบรวมข้อมูลได้ เมื่อไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าก็มีการใช้รหัสแท่ง (bar code) พนักงานจะนำสินค้าผ่านการตรวจของเครื่องเพื่ออ่านข้อมูลการซื้อสินค้าที่บรรจุในรหัสแท่ง เมื่อไปที่ห้องสมุดก็พบว่าหนังสือมีรหัสแท่งเช่นเดียวกันการใช้รหัสแท่งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บรวบรวมwbr>wb
การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดี หรือเทป เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำดับข้อมูล คำนวณ หรือจัดการคัดแยกข้อมุลที่จัดเก็บนั้น


รูปแสดง การประมวลผลให้ออกมาในรูปเอกสาร


การแสดงผลลัพธ์ อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมาก สามารถแสดงเป็นตัวหนังสือ เป็นรูปภาพ ตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ การแสดงผลลัพธ์มีทั้งที่แสดงเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นวีดิทัศน์ เป็นต้น


รูปแสดง การแสดงผลลัพท์ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์


การทำสำเนา เมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การทำสำเนาจะทำได้ง่าย และทำได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นอุปกรณ์ช่วยในการทำสำเนา จัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เรามีเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณ์การเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น จานบันทึก ซีดีรอม ซึ่งสามารถทำสำเนาได้เป็นจำนวนมาก
การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการที่จะส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือกระจายออกไปยังปลายทางครั้งละมาก ๆ ปัจจุบันมีอุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลายประเภท ตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์ เส้นใยนำแสง เคเบิลใต้น้ำ คลื่นวิทยุไมโครเวฟ ดาวเทียม เป็นต้น
ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

โดยพื้นฐานของเทคโนโลยีย่อมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีความเป็นอยู่ของสังคมสมัยใหม่อยู่มาก ลักษณะเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีดังนี้
เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในการประกอบการทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการอุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารเข้ามาช่วยทำให้เกิดระบบอัตโนมัติ เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถให้บริการได้ดีขึ้น ทำให้การบริการโดยรวมมีประสิทธิภาพ ในระบบการจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูลเพื่อการดำเนินการและการตัดสินใจ ระบบธุรกิจจึงใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยในการทำงาน เช่น ใช้ในระบบจัดเก็บเงินสด จองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนาระบบข้อมูล และการใช้ข้อมูลได้ดี การบริการต่าง ๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย ผู้ใช้สามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน สามารถสอบถามข้อมุลผ่านทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบจากที่บ้านได้
เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่าง ๆ ปัจจุบันทุกหน่วยงานต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อใข้ในองค์การประเทศไทยมีระบบทะเบียนราษฎร์ที่จัดทำด้วยระบบ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บข้อมูลภาษี ในองค์การทุกระดับเห็นความสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดังจะเห็นได้จาก การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้ตารางคำนวณ และใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมแบบต่าง ๆ เป็นต้น
ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดังนี้
การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น
เสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอการการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่ใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร
สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนมากขึ้น
เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกว่าโทรมาตร เป็นต้น
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้าระวังที่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน
การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชยกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น
เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป

http://support.mof.go.th/net/techno.htm

สุนทรภุ่

สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่มเกิดรักใคร่ชอบพอกับนาง ข้าหลวงในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี
พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศ ส่วนพระ ราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เมื่อเสด็จสวรรคตหรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ สุนทรภ ู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัด ระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วง ถึง เดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙ หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ ์ พระโอรสองค์เล็กของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยาสุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นานก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภ ู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี
พ.ศ.๒๓๕๐ สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนักในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว ้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี
พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไปเพชรบุรี ทำไร่ ทำนา อยู่กับหม่อมบุญนาค ในพระราชวังหลัง นักเลงกลอนอย่างท่านสุนทรภู่ ทำไร่ทำนาอยู่นานก็ชักเบื่อ ด้วยเลือดนัก กลอนทำให้ท่านกลับมากรุงเทพฯ หากินทางรับจ้างแต่งเพลงยาว บอกบทสักวา จนถึงบอก บทละคร นอก บางทีนิทานเรื่องแรกของ ท่านคงจะแต่งขึ้นในช่วงนี้ การที่เกิดมีนิทานเรื่องใหม่ๆ ทำให้เป็นที่สนใจมาก เพราะ สมัยนั้นมีแต่กลอนนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ไม่กี่เรื่อง ซ้ำไปซ้ำมาจนคนอ่าน คนดูรู้เรื่องตลอดหมดแล้ว นิทานของ ท่านทำให้นายบุญยัง เจ้าของคณะละครนอกชื่อดัง ในสมัยนั้นมาติดต่อว่าจ้างสุนทรภู่ ท่านจึงได้ร่วมคณะละคร เป็นทั้งคนแต่งบทและบอกบทเดินทางเร่ร่อนไปกับคณะละครจนทั่ว รับราชการครั้งแรก ก็สมัยพระ พุทธเลิศ หล้านนภาลัย ที่ได้อาจจะมาจากมูลเหตูที่รัชกาลที่ 2 ชอบบทกลอนเหมือนกัน แต่หลังจากรัชกาลที่ 2 เสด็จ สวรรคต นอกจาก แผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุด ในชีวิตได้เป็นถึง กวีที่ ปรึกษา ในราชสำนัก ก็หมดวาสนาไปด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ถึง เหตุที่สุนทรภู่ ไม่กล้า รับราชการต่อใน แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ดังนี้ "เล่ากันว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์ บทละคร เรื่องอิเหนา ทรงแต่งตอนนางบุษบาเล่นธาร เมื่อท้าว ดาหาไปใช้บน พระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงแต่ง "เมื่อทรงแต่งแล้ว ถึงวันจะอ่านถวายตัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งวานสุนทรภู่ ตรวจดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่า เห็นดีอยู่แล้ว ครั้นเสด็จออก เมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ทรง ปรึกษาพร้อมกัน ถึงบทแห่งหนึ่งว่า " 'น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว' "สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี ขอแก้เป็น " 'น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว' "โปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กริ้ว ดำรัสว่า เมื่อ ขอให้ตรวจทำไมจึงไม่แก้ไข แกล้งนิ่งเอาไปไว้ติหักหน้ากลางคัน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้ง หนึ่ง "อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแต่งบทละครเรื่องสังข์ทอง ตอน ท้าว สามลจะให้ลูกสาวเลือกคู่ ทรงแต่งคำปรารภของท้าวสามลว่า " 'จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้ว สมมาด ปรารถนา' " ครั้นถึงเวลาอ่านถวาย สุนทรภู่ถามขึ้นว่า 'ลูกปรารถนาอะไร' พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องแก้ว่า " 'จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา' "ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มาจนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... " จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอ พระราชหฤทัย ประกอบกับความอาลัยเสียใจหนักหนา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อกลับจากกรุงเก่า พระสุนทรภู่ได้ไปจำพรรษาอยู่ท ี่วัดอรุณ ราชวรารามหรือวัดแจ้ง
ปี พ.ศ.๒๓๗๒เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงฝากเจ้าฟ้ากลาง และเจ้าฟ้า ปิ๋ว พระโอรสองค์กลางและองค์น้อยให้เป็นศิษย์สุนทรภู่ การมีศิษย์ชั้นเจ้าฟ้าเช่นนี้จึงทำให้พระสุนทรภ ู่สุข สบาย ขึ้นพระสุนทรภู่อยู่วัดอรุณฯ ราว ๒ ปี จึงข้ามฟากมาจำพรรษาอยู่ท ี่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ เล่ากันถึงสาเหตุที่พระสุนทรภู่ย้ายวัดมา ก็เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงชัก ชวนให้มาอยู่ด้วยกัน สมเด็จฯ ทรงเป็นกวีองค์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์หนึ่ง เชื่อว่าคงจะทรงคุ้นเคย กับสุนทรภู่ในฐานะที่เป็นกวีด้วยกัน โดยเฉพาะสมัยที่สุนทรภู่เป็นขุนสุนทรโวหารในรัชกาลที่ ๒ ชีพจรลงเท้า สุนทรภู่อีกครั้งเมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะไปค้นหา ทำให้เกิดนิราศ วัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณปี
พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราวในชีวิตของท่านอีกเป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย

- ผลงานสุนทรภู่
แนะนำที่พัก ใกล้เคียง

ระยองรีสอร์ท






186 หมู่ 1 ต.เพ กรุงเทพฯ โทร 02-1641001 to 9 จำนวน 167 ห้อง ราคา 3,933-12,000 บาท Bari Lamai





เพิ่งเปิด ปี 51
บูติครีสอร์ท ติดชายหาด
124/2 หมุ่.6 แหลมแม่พิมพ์ อ.แกลง โทร. 02-1641001 to 9
เสม็ดคลิฟ





100 หมู่ 4 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง 21160 โทร. 02-2119654 บังกะโล 24 หลัง ราคา 1,500-2,500 บาท 02-1641001 to 9 หมู่บ้านทะเล





1/8 หมู่ 4 ต.เพ โทร.02-6730966 บังกะโล มีสระว่ายน้ำ ราคา 3,500-5,000 บาท มีบริการเรือรับส่ง 02-1641001 to 9
ทรายแก้วบีช





หมู่ 4 ต.เพ โทร. 02-6730966 จำนวน 38 ห้อง ราคา 2900-7600 บาท 02-1641001 to 9

ทรายแก้ววิลล่า





59 หมู่ 4 ตำบลเพ โทร.02-6733322, 02-6730966 จำนวน 100 ห้อง ราคา 700-4,900 บาท 02-1641001 to 9
หินสวยน้ำใส รีสอร์ท






250 หมู่ 2 ต.ซากพง อ.แกลง กรุงเทพฯ โทร. 02-2119654 จำนวน 62 ห้อง ราคา 2,590-14,214 บาท 02-1641001 to 9 เสม็ดคลับ รีสอร์ท





25 หมู่ 4 ต.เพ อ.เมือง เกาะเสม็ด ระยอง 21160 ราคา 2,000 - 3,300 บาท รวมอาหารเช้า 2 ท่าน และค่าเรือไป-กลับ, กิจกรรม อาทิ, พายเรือคยัค, สระว่ายน้ำ สำรองห้องพัก โทร. 02-1641001 to 9

http://www.thai-tour.com/thai-tour/east/rayong/data/soontornphu.htm

ผุ้ออกกฏหมาย

เกิดจาก กลไกตลาด ?
Mon, 20/04/2009 - 10:38 — รุจ ธนรักษ์


อัลฟองโซ เกเบรียล อัล คาโปน - คือชื่อเต็มของ “อัล คาโปน” มาเฟียอเมริกันที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ เรื่องราวประวัติชีวิตของ อัล คาโปน ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อมตะชื่อ Scarface (1932) ตามชื่อ “ไอ้หน้าบาก” ซึ่งเป็นชื่อเล่นในของเขา และเรื่องราวการไล่ล่าตามจับกุมเขามาลงโทษ ก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Untouchable (1987)



แม้ท้ายสุดแล้วเขากลายเป็นนักโทษในเรือนจำ “อัลคาทราซ” ตั้งแต่ปี 1932 แต่เรื่องราวชีวิตของ อัล คาโปน กลับมีอิทธิพลต่อเนื่องมาตลอด เขาเป็นมาเฟีย “เซเลบ” (Celebrity) คนดังที่สาธารณะชนให้ความสนใจ เกร็ดชีวิตของเขากลายเป็นเรื่องราวในบทความ หนังสือ หรือนวนิยายมากมาย แม้กระทั่งบุคลิก อุปนิสัยส่วนตัว รูปร่าง หรือกระทั่งรสนิยมการแต่งกาย ก็ยังกลายเป็น “แรงบันดาลใจ” ให้กับแวดวงภาพยนตร์ การ์ตูน หรือกระทั่งวรรณร่วมสมัยอยู่ทุกครั้งเมื่อมีการพูดถึง “มาเฟีย”




เราถูกทำให้เชื่อราวกับว่ามาเฟียอิตาเลียน-อเมริกันทุกคน มีบุคลิก การแต่งกาย นิสัย สำเนียงพูด เหมือน อัล คาโปน หมดทุกคน จนอาจกล่าวได้ว่า อัล คาโปน ได้กลายเป็นไอคอน (Icon) ของวัฒนธรรมสาธารณะ (Pop Culture) ในอเมริกาไปเสียแล้ว ล่าสุด เรื่องราวมาเฟียชิคาโกในแบบฉบับ “อัล คาโปน” ที่พวกเราได้เห็นกัน ก็อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Bat Man: The Dark Knight



อัล คาโปน โด่งดังในฐานะหัวหน้ามาเฟียผู้สามารถควบคุมเมืองใหญ่อย่าง “ชิคาโก” ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นอกจากนั้นยังแผ่ขยายอำนาจกว้างไกลไปถึงเมืองในฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ในสมัยนั้นอาจเรียก อัล คาโปน ได้ว่าเป็น “ผู้มีบารมีนอกกฏหมาย” ตัวจริง - ชนิดที่ไม่ต้องให้ใครโฟนอินมายืนยัน



เส้นทางชีวิตสายมาเฟียของ อัล คาโปน เริ่มต้นที่บ้านเกิดในกรุงนิวยอร์ก เขาไต่เต้าจากมาเฟียระดับหางแถวขึ้นมาจนสามารถลืมตาอ้าปาก สร้างฐานะ และมีครอบครัวของตนเองได้ จนเมื่ออายุ 22 ปีเขาตัดสินใจพาครอบครัวย้ายไปอยู่แถบชานเมืองชิคาโกตามคำชักชวนของเจ้านาย เพื่อแสวงหา “โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ” เกี่ยวกับการขายสินค้าผิดกฏหมาย



เลือด ปืน ฆาตกรรม และความรุนแรง - ชีิวิตของคาโปนในชิคาโกไม่ต่างจากสูตรแนวทางชีวิตของมาเฟียที่เราคุ้นเคย หลังจากย้ายเข้ามาชิคาโกเพียง 3 ปี เมื่อเจ้านายเก่าตัดสินใจย้ายกลับอิตาลี เขาเข้ารับช่วงต่อและใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีจากนั้นขยายอาณาจักรมาเฟียจนยิ่งใหญ่คับเมือง


อาณาจักรมาเฟียอันยิ่งใหญ่ของ อัล คาโปน มีฐานจากธุรกิจผิดกฏหมายอันหลากหลาย ว่ากันว่าในช่วงเฟื่องฟู (1925-1930) เขามีรายได้กว่า 100 ล้านเหรียญ​ต่อปี ซึ่งนับว่ามหาศาลมากในยุคนั้น และมากพอที่ทำให้เขามีเงิน “เลี้ยงดู ปูเสื่อ” เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ต้องการ เพราะแท็กติกสำคัญที่ อัล คาโปน (และผู้มีบารมีแทบทุกคนในโลก) นิยมใช้ในการต่อสู้กับกฏหมายเพื่อแผ่ขยายอำนาจมืดของตนคือการ “ติดสินบน”



เครือข่ายผลประโยชน์ของ อัล คาโปน แพร่หลายอย่างกว้างขวางในยุคที่เขาเรืองอำนาจ เจ้าหน้าที่แทบทุกคนในเมืองชิคาโกล้วนเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของเขาไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองทุกระดับชั้น ผู้พิพากษา หรือกระทั่งนายกเทศมนตรี แทบทุกคนกลายสภาพเป็น​ “คนของคาโปน” กันทั้งนั้น คล้ายกับ “ระบอบ ...” อะไรบางอย่างที่พบในประเทศแถบตะวันออกเฉียงใต้ ในอีก 70 กว่าปีต่อมา



แม้ “พอร์ต” ธุรกิจของ อัล คาโปน จะมีมากมายกระจายความเสี่ยงไปทั่วตั้งแต่การพนัน โสเภณี ไปจนถึงการตามทวงหนี้ แต่แหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดที่ทำให้อาณาจักรมาเฟียของเขาเติบโตขึ้นมาได้นั้นคือ “การค้าเหล้าเถื่อน”





................







ย้อนกลับไป 10 ปีก่อนที่เด็กชาย อัล คาโปน จะถือกำเนิดที่กรุงนิวยอร์ก สังคมสหรัฐในช่วงปี 1890-1920 อยู่ช่วงที่เรียกกันว่า “ยุคก้าวหน้า” (Progressive Era) สังคมสหรัฐในยุคนี้กำลังพบกับความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆมากมายทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม มีการ “ปฏิรูป” (Reform) ที่สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้นในยุคนี้ เช่น การปฏิรูประบบภาษี การเลือกตั้งวุฒิสภาโดยตรง สิทธิทางการเมืองของสตรี



และหนึ่งในการปฏิรูปที่สำคัญคือการปฏิรูปทาง “จริยธรรม” ซึ่งคือต้นกำเนิดของแนวความคิดห้ามผลิตและซื้อขายสุราในสหรัฐ หรือที่เรียกกันว่า Prohibition



Prohibition คึือขบวนการทางสังคมของคนกลุ่ม “จารีตนิยม” ในสหรัฐฯที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 1840 เรื่อยมา คนกลุ่มนี้เชื่อว่าการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเป็น​ “บาปส่วนตัว” (Personal Sin) ที่ทุกคนควรหลีกเลี่ยง หลายคนเชื่อว่าสุราคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้แรงงานหรือชนชั้นล่างต้องตกอยู่ในวงวนของความยากจน ความรุนแรง และปัญหาอาชญกรรมที่ไม่จบสิ้น หลายคนเชื่อว่าสุราคือต้นเหตุของปัญหามากมายในสังคม ทั้งการเสพติดสุรา อาชญากรรม อาการทางจิตประสาท ความยากจน ความรุนแรงในเด็กและสตรี



นอกจากนั้น ความคิดห้ามขายสุรายังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ผลิตชาและน้ำอัดลมซึ่งเชื่อว่าธุรกิจของตนจะได้รับผลประโยชน์มหาศาล หากเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ทุกชนิดหมดไปจากสหรัฐฯอีกด้วย




การเคลื่อนไหวกดดันทางการเมืองของผู้สนับสนุน Prohibition แพร่หลายอย่างกว้างขวางพร้อมกับประเด็นทางการเมืองอื่น​เช่น การเรียกร้องสิทธิสตรี ซึ่งนำมาสู่ความคิดที่ว่าการที่ (ยอมให้) ผู้ชายกินเหล้า มักเป็นสาเหตุของความรุนแรงและความเดือดร้อนอื่นๆที่เกิดขึ้นกับภรรยา (ผู้เป็นสตรี) ซึ่งท้ายสุดแล้ว แรงกดดันทางการเมืองของความคิด Prohibition ก็ทำให้เกิดการ “ปฏิรูป” โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการนี้โดยเฉพาะ



วันที่ 16 มกราคม 1919 - การแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งที่ 18 (Eighteenth Amendment) กำหนดห้ามไม่ให้มีการขาย ผลิต ขนส่ง หรือจัดจำหน่ายเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทั่วทั้งประเทศ



9 เดือนหลังจากนั้น สภาคองเกรสได้ผ่านร่างกฏหมาย (ประกอบรัฐธรรมนูญที่แก้ไขไปแล้ว) ที่รู้จักกันในชื่อ Volstead Act โดยใช้อำนาจเหนือสิทธิคัดค้าน (Veto) ของประธานาธิบดี วู้ดโรว วิลสัน (Woodrow Wilson) กฏหมายฉบับนี้นับเป็นการเริ่มต้นยุคสมัยของการห้ามซื้อขายและผลิตเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ทุกชนิดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 มกราคม 1920 - สองปีก่อนที่ อัล คาโปน จะตัดสินใจย้ายไป​หา “โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ” ที่ชิคาโก



แม้จะมีผู้สนับสนุนในสังคมมากพอถึงขั้นที่สภาคองเกรสสามารถให้อำนาจเหนือสิทธิคัดค้านของประธานาธิบดีได้ แต่การ​ “บังคับใช้” กฏหมาย Prohibition กลับไม่สามารถทำได้สำเร็จในทางปฏิบัติและกลับสร้างปัญหาสังคมอื่นๆตามมาอีกมาก จนกลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมสหรัฐในวงกว้าง



ในเวลานั้น ทุกประเทศรอบสหรัฐ (แคนาดา แม็กซิโก และประเทศในหมู่เกาะคาริบเบียน) สามารถผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างถูกกฏหมาย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งจากอานิสงของพลเมืองสหรัฐที่เดินทางเข้ามา “บริโภคแอลกอฮอล์” ภายในประเทศ และจากการผลิตเพื่อ​ส่งเข้าประเทศสหรัฐอย่างผิดกฏหมาย



“ลักลอบนำเข้าเหล้าเถื่อน” นี่เองที่เป็น “โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ” ในสายตาของชายหนุ่มวัย 22 ปีที่ชื่อ อัล คาโปน




แม้ “มาเฟีย” จะถือกำเนิดขึ้นในสังคมอเมริกันก่อนช่วงเวลา Prohibition หลายสิบปี แต่กิจกรรมนอกกฏหมายของแก๊งมาเฟียในช่วงแรกมักมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการพนัน ข่มขู่กรรโชกทรัพย์ หรือการจี้ปล้นเท่านั้น



จนกระทั่งเมื่อสหรัฐเข้าสู่ยุค Prohibition ในปี 1920 การลักลอบขาย “เหล้าเถื่อน” กลายเป็นช่องทางที่สามารถทำกำไรมหาศาลให้กับเหล่าผู้มีบารมีนอกกฏหมาย จำนวนประชากรมาเฟียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาแผ่ขยายอาณาเขตออกไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ความรุนแรง อาชญากรรม และปัญหาสังคมอีกมากมายเกิดตามมาเป็นลูกโซ่



และเมื่อเป็นของเถื่อน ทำให้สุราชนิด “แรงพิเศษ” กลับได้รับความนิยมแพร่หลายในสังคมมากขึ้นกว่าเดิมเพราะมันสามารถทำ “กำไร” ได้มากกว่าเมื่อเทียบกับการลักลอบขนส่งหนึ่งครั้ง ผลลัพธ์คือนักดื่มเมาหนักขึ้น สุขภาพก็เสื่อมโทรมเร็วกว่าแต่ก่อน



นอกจากจะเป็นช่องทางทำเงินให้กับเหล่ามาเฟียแล้ว เหล้าเถื่อนยังเป็นช่องทาง “ทำเงินนอกระบบ” ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐอีกด้วย ทำให้ต้นทุนที่รัฐบาลสหรัฐต้อง​ “จ่าย” เพื่อบังคับใช้กฏหมายห้ามขายเหล้านั้นสูงกว่าปกติมาก เช่น ต้องจ้างคนที่เก่งขึ้น จ่ายเบี้ยเสี่ยงภัยมากขึ้น ตั้งหน่วยสอบสวนพิเศษมากมาย ตั้งหน่วยงานตรวจสอบภายในองค์กร จัดซื้ออาวุธที่มากขึ้น ฯลฯ​ ในขณะที่รายรับจากภาษีสุราหดหายไป (ประเมินกันว่ารายได้จากภาษีหายไปถึงปีละกว่า 500 ล้านเหรียญ)


หลักฐานความเกี่ยวพันกันระหว่าง Prohibition กับมาเฟียปรากฏชัดเมื่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิก Prohibition เกิดขึ้นในปี 1933 รายได้ขององค์กรมาเฟียทั่วประเทศหดหายไปเกือบหมด เพราะกำไรมหาศาลที่ได้จากการขายเหล้าเถื่อนได้หมดไป พร้อมกับการวางขายสุราถูกกฏหมายในราคาถูกที่หาซื้อได้ตามร้านค้าบนท้องถนน



แม้จะมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้จำนวนมาเฟียลดลงในภายหลัง แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการหดหายไปของ​ “กำไรมหาศาล” จากการค้าเหล้าเถื่อน ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งอย่างแน่นอน



บุคคลสำคัญหลายคนผู้เคยสนับสนุนความคิด Prohibition ได้ออกมายอมรับต่อสาธารณะชนว่าความคิด “ห้ามบริโภคสุรา” ของตนเองนั้นเป็นความผิดพลาด



จอห์น ร็อกกี้เฟลเลอร์ จูเนียร์ (John D. Rockefeller, Jr.) มหาเศรษฐีผู้ไม่เคยดื่มสุราเลยทั้งชีวิต และเป็นผู้สนับสนุนเงินมหาศาลให้กับขบวนการ Prohibition ได้ออกมากล่าวยอมรับต่อสาธารณะชนว่ามีปัญหาสังคมมากมายเกิดขึ้นจาก Prohibition โดยที่เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อน เขาประกาศ “กลับใจ” มาสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิก Prohibition ในเวลาต่อมา ดังเห็นได้จากส่วนหนึ่งของจดหมายที่เขาเขียนขึ้นในปี 1932 ใจความว่า;



“เมื่อมีเริ่มมีแนวคิดการห้ามบริโภคสุราเกิดขึ้น ผมหวังว่ามันจะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสาธารณะชน แล้ววันที่ผู้คนจะสำนึกถึงผลร้ายของแอลกอฮอล์ก็จะมาถึงโดยเร็ว แต่ผมกลับค่อยๆได้เรียนรู้ว่านั่นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ในทางกลับกัน การดื่มสุรากลับเพิ่มมากขึ้น โรงเหล้าเถื่อนเกิดขึ้นแทนที่ผับบาร์ กองทัพอันใหญ่โตของคนนอกกฏหมายกำเนิดขึ้น พลเมืองที่เป็นคนดีเยี่ยมของสังคมเราหลายคนประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าไม่สนใจกฏหมาย​ (ห้ามบริโภคสุรา) ฉบับนี้ กฏหมายไม่ได้รับความเคารพจากผู้คนเหมือนเคย และอาชญกรรมกลับเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”



When Prohibition was introduced, I hoped that it would be widely supported by public opinion and the day would soon come when the evil effects of alcohol would be recognized. I have slowly and reluctantly come to believe that this has not been the result. Instead, drinking has generally increased; the speakeasy has replaced the saloon; a vast army of lawbreakers has appeared; many of our best citizens have openly ignored Prohibition; respect for the law has been greatly lessened; and crime has increased to a level never seen before



ด้วยเหตุวุ่นวายและ “รายจ่ายทางสังคม” มากมายนี้ ทำให้กระบวนการ Prohibition สิ้นสุดลงด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งที่ 21 ในปี 1933 (Repeal) นับเป็นการสิ้นสุดยุค Prohibition ในสหรัฐอย่างเป็นทางการ



ประธานาธิบดี แฟรงก์คลิน รูสเวลท์ (Franklin Roosevelt) ได้กล่าวติดตลกในวันลงนามว่า



“ผมคิดว่านี่เป็นเวลาที่ดีสำหรับเบียร์สักขวด”

(I think this would be a good time for a beer.)





…………………





ด้วยนิยามที่พื้นฐานที่สุด - ตลาด - หมายถึงพื้นที่ใดๆก็ตามที่มนุษย์มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการไปมาระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทางกายภาพอย่างตลาดสดประจำอำเภอหรือพื้นที่บนโลกไซเบอร์อย่างอีเบย์ ไม่ว่าจะถูกกฏหมายเหมือนตลาดหลักทรัพย์ หรือผิดกฏหมายอย่างการขายบริการทางเพศผ่านอินเตอร์เนต



สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เกิด​ “ตลาด” จึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของหน้าร้าน หรือสภาพทางกฏหมายที่ได้รับการรับรองโดยรัฐ หากแต่อยู่ที่ “ความต้องการแลกเปลี่ยน” ของมนุษย์ในสังคมนั้นๆ



ว่ากันโดยหลักการ ความต้องการ (Demand) และสิ่งที่จะนำมาแลกเปลี่ยน (Supply) จึงเป็นเพียงสองสิ่ง สำคัญที่จะทำให้เกิดตลาดขึ้น นั่นหมายความในทางกลับกันว่า ตลาดสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เพียงแค่มีความต้องการ (และสิ่งของ) ที่จะแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ไม่จำเป็นต้องมีีพื้นที่หน้าร้านเพื่อเดินชมสินค้า หรือไม่จำเป็นต้องมีกฏหมายมาประทับรับรอง



ช่วงเวลา Prohibition อาจนับได้ว่าเป็นตัวอย่างของช่วงเวลาที่รัฐพยายามเอาพลังทางการเมืองและกฏหมายเข้ามาบังคับใช้กับ “ตลาดเสรี”



แม้รัฐไม่ต้องการให้มี “ตลาด” ซื้อขายเหล้าสุราเกิดขึ้น แต่ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเมื่อใดที่ “กฏหมาย” ไม่สอดคล้องกับสภาวะความต้องการที่แท้จริงของสังคม การบังคับใช้กฏหมายจะเป็นไปได้อย่างยากลำบาก มีต้นทุนทางสังคมที่สูงมาก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหากพลังของตลาดมีมากพอ ก็จะทำให้เกิดสภาวะ “ตลาดมืด” (Black Market) หรือเศรษฐกิจนอกระบบ (Underground Economy)



ตลาดมืด คือตลาดที่ซื้อขายสินค้าอย่างผิดกฏหมาย หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือพื้นที่ที่ “มือที่มองไม่เห็น” ยังคงทำงานได้ดี โดย “มือของกฏหมาย” ไม่สามารถเอิ้อมไปสู้รบได้อย่างมีประสิทธิผล (Effective)



ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิด “ตลาดมืด” ขึ้นได้คือ “กำไรในระดับมหาศาล” หรือพูดให้เป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ เมื่อกำไรที่ได้จากตลาดมืดสูงกว่าต้นทุนสินค้าบวกกับความเสี่ยงที่ต้องหลบหนีจากเงื้อมมือของกฏหมาย ย่อมเกิดแรงจูงใจให้ผู้คน​รู้สึก “คุ้มที่จะเสี่ยง” ฝ่าฝืนกฏหมาย



ในกรณีของสุรา – ทราบกันดีว่ามันคือน้ำอมฤตที่ใครหลายคนเชื่อว่ามันคือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ มนุษย์เราดื่มสุราและของมึนเมากันในทุกวัฒนธรรม พวกเรารู้จักสุราพร้อมๆกับการหุงหาอาหาร เรารู้จักสุราก่อนรู้จักมีด ดาบ สงคราม หรือกระทั่งศาสนา



ดังนั้นจึงไม่ต้องปฏิเสธว่า “ความต้องการสุรา” มีอยู่ในสังคมมนุษย์มากเพียงใด และความพยายาม “ห้าม” ขายสุราจึงย่อมหมายถึงการปฏิเสธความต้องการที่มีพลังมหาศาลของตลาด



เมื่ออุปสงค์ปริมาณมหาศาลไม่ได้รับการตอบสนอง นั่นหมายถึง “โอกาสทางธุรกิจ” ที่จะทำกำไรมหาศาลสำหรับ “ใครสักคน” ที่สามารถสนองความต้องการของตลาดได้ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฏหมาย และไม่ว่าจะบนดินหรือใต้ดิน เพราะเมื่ออยู่ในตลาด น้อยคนนักจะสนใจว่าสินค้าที่ตนซื้อหามาบริโภคนั้นมากจากไหน ถูกผิดอย่างไร เพราะโดยส่วนใหญ่ความผิด (หรือบาป) ก็มักตกอยู่กับผู้ผลิต ไม่ใช่ผู้บริโภค (ตัวอย่างล่าสุดของรากฐานความคิด “คนขายต้องรับผิดชอบ” แบบนี้ ดูได้จากกรณี “ซับไพร์ม” ที่กำลังโด่งดัง)




ธุรกิจเหล้าเถื่อนในช่วง Prohibition เป็นธุรกิจที่ทำกำไรมหาศาล กำไรอันมากมายนี้มีพียงพอให้ อัล คาโปน นำไปใช้จ่ายในทาง “การเมือง" ได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะจ่ายเลี้ยงดูลูกน้อง ดูแลตำรวจ สนับสนุนนักการเมือง หรือกระทั่งเอาใจผู้พิพากษา



ดังนั้น จึงไม่เกินไปนักที่จะกล่าวว่า อัล คาโปน ถือกำเนิดขึ้นมาได้เพราะ “โอกาสทางธุรกิจ” ที่เกิดจากยุค Prohibition เขาสร้างอาณาจักรมาเฟียอันยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้เพราะกำไรจากตลาดมืด ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากความพยายามปฏิเสธพลังของตลาดสุราที่มีอยู่จริงในสังคม ไม่ว่ากฏหมายจะรับรองหรือไม่ก็ตาม



และก็เป็นกำไรมหาศาลจากตลาดมืดนี้เช่นกัน ที่ทำให้ “ต้นทุนการบังคับใช้กฏหมาย” มีสูงมากเสียจนไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ (อย่างน้อยโดยตรรกะ เราก็ต้องจ่ายเงินให้ตำรวจมากกว่าสินบนที่ อัล คาโปน สามารถจ่ายได้) นอกจากนั้นยังก่อให้เกิด “ต้นทุนทางสังคม” ที่ไม่สามารถคิดเป็นตัวเงินได้เช่น ความศักดิ์สิทธิของกฏหมายและหลักนิติรัฐ อาชญากรรมต่อเนื่อง ความสงบเรียบร้อยในสังคม ฯลฯ



เราอาจกล่าวได้ว่า การปฏิเสธความต้องการพื้นฐานของสังคมส่วนใหญ่นั้นไม่อาจทำอย่าง​ “หักดิบ” ด้วยอำนาจเพียงอย่างเดียวเพราะจะเป็นการเปิดช่องให้เกิด “ตลาดมืด” ขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดตลาดมืดขึ้นแล้ว หากผู้ขายสามารถทำกำไรจากตลาดมืดได้สูงมากพอ การบังคับใช้กฏหมายเพื่อให้ตลาดมืดหมดไปก็แทบจะทำให้สำเร็จไม่ได้เอาเสียเลย



หลักฐานของความยากลำบากในการกำจัดตลาดมืดให้หมดไปอาจอยู่ที่จุดจบของ อัล คาโปน นั่นเอง เพราะท้ายสุดแล้วเขาไม่ได้ถูกจับหรือดำเนินคดีในฐานะอาชญากรหรือกระทั่งผู้ขายเหล้าเถื่อน แต่เขาถูกดำเนินคดีในฐาน​ “เลี่ยงภาษี”



หลายคนอาจสงสัยว่ากรณี Prohibition นี้ต่างอะไรกับกรณี “ตลาดยาเสพติด” อย่างเฮโรอีน หรือโคเคน เพราะยาเสพติดก็เป็นสิ่งที่กฏหมาย “ห้าม” ไม่ให้มีอยู่ในตลาดเสรีเช่นเดียวกัน



สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนก็คือปริมาณความต้องการของตลาดที่มีไม่เท่ากัน ผู้คนที่บริโภคสุรามีจำนวนมากกว่าผู้คนที่เสพยาเสพติดอย่างเทียบกันไม่ได้ ทำให้ “กำไร” ที่ผู้ขายสามารถทำได้จากตลาดมืด ยังไม่สูงมากพอที่จะเอาชนะพลังของกฏหมายได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนกรณีของเหล้าเถื่อนและ อัล คาโปน พูดให้ง่ายก็คือ กำไรจากโคเคน ยังไม่มากพอที่จะ “จ่าย” ให้ทุกคนในสังคมวงกว้างอย่างเช่นกำไรที่ได้จากเหล้าเถื่อนในยุค Prohibition



การ “หักดิบ” ยาเสพติดด้วยการประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฏหมาย จึงยังสามารถทำได้ และบังคับใช้ได้จริง (บ้าง) โดยไม่มีต้นทุนทางสังคมที่สูงเกินไปนัก ตราบใดที่ความต้องการยาเสพติดยังไม่แพร่หลายจนทำให้กำไรจากตลาดมืดสูงมากเกินไปเช่นในกรณีของเหล้าเถื่อน





…………………





บทเรียนจาก Prohibition สอนให้สังคมอเมริกันได้รู้ว่านอกจากพลังทางการเมืองและอำนาจทางกฏหมายแล้ว การบังคับใช้กฏหมายสักฉบับหนึ่งในสำเร็จผลนั้นยังมี “ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์” แฝงอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่สังคมต้องการปฏิเสธความต้องการของตลาด สังคมควรพิจารณาถึงความเสี่ยงที่จะเกิด “ตลาดมืด” และผลลัพธ์อื่นๆให้ดีในภาพรวม



นอกจากนั้น สังคมอเมริกันยังได้เรียนรู้ด้วยว่า​ “ศีลธรรม” ไม่อาจเป็นเครื่องนำทางของรัฐ เพราะศีลธรรมอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ยิ่งกว่านั้น เราไม่สามารถสร้าง “ศีลธรรมที่ดี” ให้เกิดขึ้นได้ด้วยการใช้อำนาจบังคับ และรัฐไม่มีหน้าที่ไปกำหนดหรือกำกับศีลธรรมของพลเมือง หากแต่ควรกำกับเพียง “การกระทำ” ของพลเมืองให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติ ไม่เบียดเบียนกันและกันเท่านั้น



ส่วนใครจะเชื่อว่าอะไรคือ “ความดี” – ก็เป็นเจตจำนงเสรีของใครของมัน



เป็นที่น่าสังเกตว่าสังคม “เสรีนิยม” ยุคใหม่ มักเปิดให้กลไกตลาดได้ทำงานของมันไปตามธรรมชาติและเลือกที่จะออกกฏเกณฑ์มา “กำกับ” ทิศทางของตลาดมากกว่าที่จะปฏิเสธมันไปเสียโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจเดาได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเรียนรู้แล้วว่าการจะควบคุมอะไรสักอย่าง ย่อมทำได้ง่ายกว่าเมื่อสิ่งนั้นอยู่ “บนดิน”



ในสังคมที่หลักแหลมมากกว่านั้น มักมีกฏเกณฑ์อีกหลายอย่างที่ “บิด” เอา “พลังของมือที่มองไม่เห็น” มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่ตนเองต้องการ เช่น สร้างแรงจูงใจทางธุรกิจ สร้างส่วนต่างด้านภาระภาษี กำหนดกติการการแข่งขันที่ยุติธรรม ฯลฯ โดยไม่ต้องใช้อำนาจ “ดิบ” ไปสั่ง บังคับ หรือ ห้าม



สังคมที่ไม่รู้จักพลังของตลาดย่อมพร้อมที่จะสร้างเงื่อนไขคำว่า “ห้าม” ขึ้นเสมอโดยไม่สนใจว่าจะสามารถปฏิเสธมันได้ในโลกของความเป็นจริงหรือไม่ และต้องมีต้นทุนทางสังคมอะไรบ้าง



ยิ่งไปกว่านั้น ในบางสังคมกลับยอมให้มีตลาดมืด ยอมให้ระบบกฏหมายเป็นเพียงเครื่องมือหาผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และยอมให้สังคมแบกรับ “ต้นทุน” ทางสังคมกันไปเรื่อยๆในระยะยาว เพียงเพราะพวกเขาไม่อาจยอมให้เรื่องบางเรื่องขึ้นมาอยู่ “บนดิน” ได้



ในบางสังคมที่ “ศีลธรรม” ยังเป็นเครื่องเชิดหน้าชูตาในที่สว่าง จึงไม่อาจยอมให้สิ่งไร้ศีลธรรมออกจากที่มืดได้ ไม่ว่าจะพวกเขาจะนิยมสิ่งเหล่านั้นแค่ไหนก็ตาม



ดังเช่นในคำพังเพยของไทย ที่เราเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า - ปากว่า ตาขยิบ


http://www.onopen.com/sarujt/09-04-20/4725